(Insulin resistance) ไปจนโรคเบาหวาน ขณะที่ ดร.โรเบิร์ต แอตกินส์ ได้แนะนำให้โลกรู้จักการลดน้ำหนักผ่านการกินแบบลดคาร์โบไฮเดรตเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในช่วงปี 1970 ซึ่งการกินแบบแอตกินส์นั้น ในช่วง 2 สัปดาห์แรกจะเน้นการกินแบบคีโตเจนิกอย่างเคร่งครัดจนมีการนำการกินนี้ไปปรับใช้ในการไดเอตวิธีอื่นๆ สมองของเด็กแรกเกิดต้องการพลังงานสูงมาก กว่าครึ่งของพลังงานในช่วงนั้นได้มาจากสารคีโตน ไม่ได้มาจากน้ำตาล และเป็นช่วงที่เด็กมีพัฒนาการดีที่สุด ย้อนกลับไปชีวะ ม.ต้นกัน.. ถ้ายังจำกันได้ ร่างกายของคนเราสลายพลังงานออกมาได้จากสารอาหารหลักสามกลุ่ม นั่นคือ คาร์โบไฮเดรต ( C ), โปรตีน ( P ), และไขมัน ( F ) โดยสามตัวนี้รวมกันเรียกว่าสารอาหารหลัก หรือ Macronutrients โดยร่างกายของมนุษย์สามารถเลือกสลับใช้ถังพลังงานได้โดยกระบวนการนี้ร่างกายจะเป็นคนเลือกเองเราสั่งไม่ได้ (แต่เหนี่ยวนำได้) ทีนี้พอเราหย่านมแม่ เราโตมาพร้อมกับอาหารที่มีสัดส่วนคาร์โบไฮเดรตสูงขึ้นเรื่อยๆ และแย่ไปกว่านั้น ยาแก้ปวด โปรแกรมตรวจสุขภาพ ดีลทำฟัน HonestDocs Indonesia คลินิกทำฟัน คลินิกความงาม อยู่ดี กินดี อาหาร Ketogenic Diet คืออะไร? ถามหมอ อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำทุกชนิดไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารคีโตเจนิก ภาวะ "คีโตนในร่างกายสูง" คืออะไร? ภาวะคีโตนในร่างกายสูงมีผลเสียหรือไม่? ทำไมคนถึงเลือกกินอาหารคีโตเจนิก? ทำไมผู้คนถึงเลือกรับประทานอาหารคีโตเจนิก? ฉันควรวัดค่าคีโตนในร่างกายหรือไม่? การเพิ่มระดับคีโตนในร่างกายให้สูงอย่างเหมาะสมใช้เวลาทั้งสิ้นเท่าไหร่? ระดับคีโตนของฉันควรสูงเท่าไหร่? วิธีวัดคีโตน ทำไมการรู้ระดับตีโตนในเลือดถึงมีประโยขน์? เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย? ถามปกติ เช่น น้ำมันมะพร้าว จะถูกเปลี่ยนเป็นคีโตนในร่างกายได้ง่าย โดยทั่วไป ผู้ที่รับประทานอาหารคีโตเจนิก มีแนวโน้มที่จะรับประทานอาหารจำพวกที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว เช่น น้ำมันมะกอก เนย (แนะนำว่าเป็นเนยจากวัวที่เลี้ยงตามธรรมชาติ) อะโวคาโด และชีส น้ำมันชนิดที่มีกรดโอเลอิคสูงของน้ำมันดอกคำฝอยและน้ำมันดอกทานตะวันเป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน เพราะประกอบไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากและมีไขมันอิ่มตัวเชิงซ้อนต่ำ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ หากคุณรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำและได้ผลลัพธ์ที่ตัวเองหวังแล้ว ก็ไม่ควรจะต้องไปกังวลว่าคีโตนตัวเองจะสูงมากน้อยเท่าไหร่ให้เป็นภาระสร้างความยุ่งยากที่ไม่จำเป็น ส่วนใหญ่ก็ไม่แนะนำให้ทำ แม้แต่พวกที่คิดว่าอาหารคีโตเจนิก เป็นสิ่งที่ดีก็เหมารวมอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำมากๆ (น้อยกว่าคาร์โบไฮเดรตสุทธิ 50 กรัมโดยประมาณ) คือ อาหารคีโตเจนิก ในขณะที่คนส่วนใหญ่พบว่าการติดตามค่าคีโตนของตนจะให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ได้ไม่ว่าจะทำเพียงแค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น ไม่มีตัวเลขที่แน่นอน แต่มันใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ กว่าระดับคีโตนจะสูงเท่ากับที่ตั้งเป้าหมายไว้ ผู้ที่ศึกษาเรื่องนี้มักให้คำแนะนำให้ตั้งเป้าให้คีโตนในเลือดอยู่ที่ จากพืช อาหารจำพวกถั่วโดยพยายามเน้นไขมันดี เป็นต้น และรับประทานอาหารทอดได้หากไม่ได้ชุบแป้งทอด และคุณรู้ว่าสิ่งนั้นทอดด้วยน้ำมันที่ดีต่อร่างกาย ดังนั้นการกินนี้ไฟเขียวให้กับเนื้อติดมัน อะโวคาโด เนย ชีส น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก (สวัสดีหมูสามชั้น…ฮัลโหลกากหมู!) โปรตีน เน้นเนื้อสัตว์ออร์แกนิก ซึ่งโดยมากเนื้อสัตว์มักไม่มีการใส่สารให้ความหวานเพิ่ม (งดความหวานหมู หมูหวานไปก่อนนะ) ดังนั้นเราสามารถเลือกกินเนื้อสัตว์และไข่ได้ แต่ในปริมาณที่เหมาะสม ทีนี้คุณสามารถเดินเข้าร้านสเต๊กได้อย่างสบายใจ แต่อย่าได้แตะเฟรนช์ฟรายส์เสียก่อนล่ะ… พืชผัก เน้นการกินผักที่โตบนดิน โดยเฉพาะจำพวกผักใบเขียว ดังนั้นเลี่ยงจำพวกเผือกมันไว้ก่อน แม้เราจะรู้ว่าคุณโหยเผือกทอดมากเพียงใดก็ตาม… อาหารจากนม สามารถรับประทานอาหารที่ทำจากนม (แต่ควรเลี่ยงนม) โดยเน้นจำพวกที่ไม่พร่องมันเนย ดังนั้นเราสามารถสั่งกาแฟใส่ครีมแท้ (ครีมจริงๆ ที่ไม่ใช่คอฟฟีเมตนะ) หรือหม่ำชีสอย่างพาร์เมซานกับสลัดจานโตจนอิ่มหนำได้อย่างไม่รู้สึกผิด แต่ที่ว่ามานี้ไม่รวมชีสเค้ก ชานมไข่มุก ชาเย็น หรืออะแฮ่ม… ชากุหลาบยอดฮิตหรอกนะ และเนื้อสัตว์ เมื่อคุณจำกัดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรต ร่างกายคุณก็จะขายแหล่งพลังงานนั่นก็คือกลูโคส ร่างกายจะเอาโปรตีนจากแหล่งพลังงานนี้มาใช้ แต่ถ้าคุณไปลดปริมาณโปรตีนด้วยแล้ว ร่างกายคุณก็จะถูกบังคับให้หันมาใช้ไขมันสะสมเพื่อเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย เมื่อคุณใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงให้ร่างกาย ร่างกายก็จะสร้างคีโตน เมื่อร่างกายเริ่มใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลัก และคุณเริ่มสร้างคีโตนได้แล้ว คุณก็จะอยู่ในสภาวะคีโตซิส ผู้บริโภคสามารถทดสอบระดับคีโตนได้โดยใช้แถบตรวจปัสสาวะ แถบตรวจจเลือด หรือเครื่องตรวจจับลมหายใจ แต่คีโตนไม่สามารถผลิตได้ในทันทีเมื่อคุณเริ่มทานอาหาร และคุณต้องเข้มงวงกับแผนการกินของคุณพอสมควรเพื่อที่จะให้เข้าสู่สภาวะคีโตซิส "คนส่วนใหญ่ใช้เวลา 5-10 แต่นั่นก็อาจไม่ได้ช่วยอะไรถ้าพวกเขาไม่เข้มงวดกับการทานอาหาร" ดร.กอร์ดอนเป็นนักการแพทย์แบบองค์รวมที่ปฏิบัตงานอยู่ในเมืองแอชแลนด์ รัฐโอเรกอน เธอบอกว่าเริ่มแรกเธอได้แนะนำการกินอาหารแบบคีโตเจนิกให้กับผู้ป่วยเพราะเหตุผลทางการแพทย์ และคนไข้รายนั้นประสบความสำเร็จในการใช้ แต่เธอกล่าวว่าถ้านำมาใช้ในการลดน้ำหนัก ผลที่ได้ก็อาจหลากหลายแตกต่างกันออกไป ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย เคอร์รี่ ใน 2-3 วันทั่วประเทศ มีการโต้เถียงกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการใช้คีโตเจนิกไดเอ็ท ในการลดน้ำหนัก ผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมากเกินไปนั้นสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ แต่บางคนก็พูดว่าการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต (โดยเฉพาะในรูปแบบที่เป็นพลังงานว่างเปล่าหรืออาหารพลังงานสูงแต่ไร้ประโยชน์) จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพได้ แต่ก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทุกคนที่เห็นว่าการกินแบบคีโตเจนิกจะมีประสิทธิภาพในระยะยาว "ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะพบว่าน้ำหนักพวกเขาลดลงในระยะเวลาอันสั้นเมื่อพวกเขากินอาหารแบบคีโตเจนิก" เขาบอกว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ที่บริโภคแบบคีโตเจนิกจะผอมลงในช่วงแรกเนื่องจากพวกเขาสูญเสียน้ำ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญบางท่านได้กล่าว คาร์โบไฮเดรตทุกๆกรัมที่คุณกินเข้าไปทำให้ร่างกายของคุณก็จะเก็บน้ำไว้ถึง 3 กรัม และเมื่อคุณกำจัดคาร์โบไฮเดรตไปจนหมด ร่างกายก็จะกำจัดน้ำออกไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังบอกว่าการจำกัดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรต ก็แปลว่าส่วนใหญ่ผู้บริโภคกินอาหารน้อยกว่าปกติ ผลก็คือคนที่กินแบบคีโตเจนิกจะได้แคลิรี่น้อยลง สรุปแล้วงานวิจัยบอกอะไรกับเรา? นักวิทยาศาสตร์พบว่าอาหารแบบไคโตเจนิกมักจะทำให้น้ำหนักลดในระยะสั้น แต่ยังไม่ทราบว่าทำไมถึงเกิดการสูญเสียไขมันขึ้นได้ นักวิจัยบางท่านคิดว่าอาหารไขมันสูงช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกพอใจและลดความอยากอาหารได้ บางคนบอกว่ามีกลไกทางสมองที่เปลี่ยนไปเมื่อมีการใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงาน แต่นักวิจัยส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าการกินอาหารแบบคีโตเจนิกอาจจะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะช่วยในการลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน ผู้บริโภคหลายคนพยายามอย่างยิ่งในการกินอาหารแบบคีโตเจนิกเป็นเวลามากกว่าหกเดือนถึงหนึ่งปี นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผลการลดน้ำหนักในระยะยาวไม่สามรถสรุปได้ และผลข้างเคียงที่เกิดจากไคโตเจนิกก็ยังทำให้ยากต่อการพยายามรักษาการกินแบบนี้ต่อไป "มีไม่กี่คนที่สามารถทนกินอาหารแบบนี้ได้เป็นเวลานานๆ" "ถึงแม้ว่าบางคนจะบอกว่าพวกเขารู้สึกมีพลังมากขึ้น แต่คุณก็รู้สึกเหนื่อยกับสูตรการกินแบบนี้เหมือนกัน" นั่นคือ คีโตเจนิก ไดเอต (Ketogenic Diet) หรือที่เรียกกันว่า คีโต ไดเอต (Keto Diet) ก็เพราะนี่คือการกินที่ยิ่งกินไขมันเท่าไร น้ำหนักก็ยิ่งลด! ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิดหรอก เมื่อปี 2017 นักแสดงสาวคนดังอย่างฮัลลี เบอร์รี ทำให้คนฮือฮาเมื่อเธอประกาศในรายการ Live! with Kelly and Ryan ว่าเธอรักษาหุ่นให้ฟิตและแลดูดีขนาดนี้ในวัย 51 ด้วยการกินแบบคีโตเจนิก ที่ช่วยปรับระบบในร่างกายของเธอให้กลายเป็นเครื่องเบิร์นไขมันชั้นยอด และเมื่อเร็วๆ นี้ หนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ เป็นอีกคนที่บอกว่าเขาลดน้ำหนักด้วยวิธีเดียวกันนี้ในรายการ นารีกระจ่าง ช่องไทยพีบีเอส ตลอดจนกลายเป็นเทรนด์ที่ถูกพูกถึงในหมู่คนทำงานในเทคฮับของโลกอย่างซิลิคอนแวลลีย์ แต่การกินแบบนี้คืออะไร ที่น่าจับตามอง เมื่อหลายสิ่งอย่างกลายมาเป็นทางเลือกใหม่ อดอาหารไปทำไม? Intermittent Fasting เทรนด์การอดอาหารที่ว่ากันว่าดีต่อสุขภาพ ดีจริงหรือ? ทางลัดนี้อันตรายนัก ประสาทหลอน หัวใจล้มเหลว นี่คืออันตรายของการใช้ยาลดความอ้วนที่ผิดกฎหมาย บีทีเอส สถานีห้าแยกลาดพร้าว เปิดใช้ 11 ส.ค. นี้ ปิดตำนานเกือบ 20 ปีสถานีปลายทางหมอชิต เซเว่น อีเลฟเว่น คาลเท็กซ์ ก็มา! EA รุกหนัก จับมือ 4 พันธมิตรเดินหน้าสถานีชาร์จ EV 1,000 แห่งปีนี้ เมื่อ physiological ketosis, benign dietary ketosis (Atkins) หรือล่าสุดคือ nutritional ketosis (Phinney and Volek) เพื่อลดความสบสนกับภาวะคีโตนในเลือดสูงแบบ ketoacidosis นอนกจากนี้ยังมีเรื่องของระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงที่ร่างกายใช้ปรับไปใช้ไขมันและคีโตนมาเป็นแหล่งพลังงานหลักแทนน้ำตาลกลูโคส ในระหว่างนี้ร่างกายอาจแสดงอาการเหนื่อยอ่อนเพลีย รู้สึกหวิวๆ ปวดหัว หรือหงุดหงิดเล็กน้อย อาการเหล่านี้มักจะหายค่อนข้างง่าย ส่วนใหญ่จะหายภายในสัปดาห์แรกหลังการปรับอาหาร บางกรณีอาจยืดออกไปเป็น 2 สัปดาห์ นักกีฬาที่บันทึกติดตามผลงานที่ตัวเองทำอาจสังเกตอาการเหล่านี้อ่อนๆ นานถึง 6-8 สัปดาห์หลังการปรับอาหารและยังมีหลักฐานอีกว่าอาจต้องใช้เวลานานถึง 12 สัปดาห์ ก่อนร่างกายจะปรับตัวกลับมาเป็นปกติ 100% อาหารคีโตเจนิก เริ่มมาเป็นที่นิยมมากขึ้นด้วยเหตุผลหลายประการ นอกจากจะทำให้น้ำหนักลดแล้วเริ่มมีการศึกษาเกี่ยวกับการนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการรักษาและป้องกันอาการต่างๆ ปัจจุบันได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์ในการรักษาโรคลมชัก ทำให้นักวิจัยหันมาสนใจประโยชน์ทางการรักษาปัญหาทางระบบประสาทอื่นๆ วารสารโภชนาการทางคลินิกยุโรปฉบับเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2014 ได้รวบรวมอาการที่อาหารคีโตเจนิกเข้ามาช่วยได้ เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา กลุ่มที่มีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจน เช่น กลุ่มที่เริ่มมีหลักฐานสนับสนุนเพิ่มขึ้น เช่น นอกจากนี้ นักกีฬาบางคนเริ่มหันมาทดลองใช้อาหารคีโตเจนิกในการเพิ่มความทน อาหารคีโตเจนิกทั่วไป (ไม่รวมกรณีพิเศษของผู้ป่วยโรคลมชัก) มีแนวทางปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ คาร์โบไฮเดรต เป็นปัจจัยหลักในการกำหนดอาหารประเภทนี้ โดยอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสุทธิน้อยกว่า 50-60 กรัมต่อวัน จะถือว่าเป็นอาหารคีโตเจนิก อย่างไรก็ตาม ในนักกีฬาและผู้ที่มีการเผาผลาญสมบูรณ์ดีอาจรับประทานคาร์โบไฮเดรตสุทธิได้ถึง